วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทรัพยากรดิน


ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ โดยใช้เวลาที่นานมาก หินที่สลายตัวผุกร่อนนี้จะมีขนาดต่าง ๆ กัน เมื่อผสมรวมกับซากพืช ซากสัตว์ น้ำ อากาศ ก็กลายเป็นเนื้อดินซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะมากน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดของดิน

ประโยชน์ของดิน
ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ
1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ ในดินจะมีอินทรียวัตถุและธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90%
2. การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่ ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ
3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย
4. เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปี

ชนิดของดิน
อนุภาคของดินจะรวมตัวกันเข้าเกิดเป็นเม็ดดิน อนุภาคเหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน ขนาดเล็กที่สุดคืออนุภาคดินเหนียว อนุภาคขนาดกลางเรียกอนุภาคทรายแป้ง อนุภาคขนาดใหญ่เรียกว่า อนุภาคทรายเนื้อดิน จะมีอนุภาคทั้ง 3 กลุ่มนี้ผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดลักษณะของดิน 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วน

1. ดินเหนียว เป็นดินที่เมื่อเปียกแล้วมีความยืดหยุ่น อาจปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้เหนียวเหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดี มีความสามารถในการจับยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้สูง หรือค่อนข้างสูง เป็นดินที่มีก้อนเนื้อละเอียด เพราะมีปริมาณอนุภาคดินเหนียวอยู่มาก เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน
2. ดินทราย เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดีมาก มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เพราะความสามารถในการจับยึดธาตุอาหารพืชมีน้อย พืชที่ชั้นบนดินทรายจึงมักขาดทั้งอาหารและน้ำเป็นดินที่มีเนื้อดินทรายเพราะมีปริมาณอนุภาคทรายมาก
3. ดินร่วน เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ยืดหยุ่นได้บ้าง มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในธรรมชาติมักไม่ค่อยพบ แต่จะพบดินที่มีเนื้อดินใกล้เคียงกันมากกว่า
สีของดิน สีของดินจะทำให้เราทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ปริมาณอินทรียวัตถุที่ปะปนอยู่และแปรสภาพเป็นฮิวมัสในดิน ทำให้สีของดินต่างกันถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย


ลักษณะโครงสร้างที่ดีของดิน ได้แก่ สภาพที่เม็ดดินเกาะกันเป็นก้อนเล็ก ๆ อยู่รวมกันอย่างหลวม ๆ ตลอดชั้นของหน้าดิน





ปัญหาทรัพยากรดิน
ดินส่วนใหญ่ถูกทำลายให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ หรือตัวเนื้อดินไปเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ และการสูญเสียตามธรรมชาติทำให้เราไม่อาจใช้ประโยชน์จากดินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การสูญเสียดินเกิดได้จาก
1. การกัดเซาะและพังทลายโดยน้ำ น้ำจำนวนมากที่กระทบผิวดินโดยตรงจะกัดเซาะผิวดิน ให้หลุดลอยไปตามน้ำ การสูญเสียบริเวณผิวดินจะเป็นพื้นที่กว้าง หรือถูกกัดเซาะเป็นร่องเล็ก ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความแรง และบริเวณของน้ำที่ไหลบ่าลงมาก
2. การตัดไม้ทำลายป่า การเผาป่า ถางป่าทำให้หน้าดินเปิด และถูกชะล้างได้ง่ายโดยน้ำและลมเมื่อฝนตกลงมา น้ำก็ชะล้างเอาหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปกับน้ำ ทำให้ดินมีคุณภาพเสื่อมลง
3. การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี การเตรียมที่ดินทำการเพาะปลูกนั้นถ้าไม่ถูกวิธีก็จะก่อความเสียหายกับดินได้มากตัวอย่างเช่น การไถพรวนขณะดินแห้งทำให้หน้าดินที่สมบูรณ์หลุดลอยไปกับลมได้ หรือการปลูกพืชบางชนิดจะทำให้ดินเสื่อมเร็ว การเผาป่าไม้ หรือตอข้าวในนา จะทำให้ฮิวมัสในดินเสื่อมสลายเกิดผลเสียกับดินมาก


ดินที่เป็นกรด เกษตรกรแก้ไขได้โดยการใช้ปูนขาวหว่าน และไถพรวนให้เข้ากับดิน





การอนุรักษ์ดิน
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนั้น จะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตะกอนดินที่ถูกชะล้างทำให้แม่น้ำและปากแม่น้ำตื้นเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเป็นจำนวนมาก เราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือเสื่อมโทรมซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการอนุรักษ์ดิน
1. การใช้ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรต้องคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูกพืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ควรจะสงวนรักษาที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ใช้ในกิจการอื่น ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมในการเพาะปลูกมีอยู่จำนวนน้อย
2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตะกูลถั่ว การใส่ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน เป็นต้น
3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชบังลม การไถพรวนตามแนวระดับ การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย
4. การให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน การระบายน้ำในดินที่มีน้ำขังออกการจัดส่งเข้าสู่ที่ดินและการใช้วัสดุ เช่น หญ้าหรือฟางคลุมหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ช้างตรังป่วยเพราะอากาศแล้ง


สัตวแพทย์ร.พ.ช้างลำปาง รุดดูอาการป่วยของช้างที่จ.ตรัง จำนวน 5 เชือก เนื่องจากป่วยเพราะอากาศแล้ง…

เมื่อเวลา 14.00 น. 17 มี.ค.53 นายปองพล หอมคง นายสัตวแพทย์ร.พ.ช้างลำปาง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วยนายวัฒนพล พลอยมีค่า สัตวแพทย์สำนักงานปศุสัตว์จ.ตรัง เดินทางไปยังพื้นที่ ม.2 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง เพื่อดูอาการของช้าง จำนวน 4 เชือก ที่ถูกนำไปชักลากไม้ในพื้นที่มาเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว ประกอบกับช่วงนี้มีอากาศร้อน ทำให้ช้างป่วยได้ง่าย เนื่องจากร่างกายขาดน้ำ

เมื่อเดินทางไปถึง บรรดาควาญช้างได้นำพลายสันติ อายุ 22 ปี น้ำหนัก 3 ตัน เป็นของนายสมโชค ชูบาล ชาวบ้านในพื้นที่อ.หาดสำราญ ที่ได้มารับจ้างชักลากไม้ในพื้นที่ โดยพลายสันติ ป่วยเป็นโรคพยาธิผิวหนัง ทางสัตวแพทย์จึงได้ฉีดยาถ่ายพยาธิให้จำนวน 1 เข็ม ช้างเชือกที่สองคือ พลายแสนดี อายุ 13 ปี น้ำหนัก 2.2 ตัน เป็นของนายธวัช ไหมสวัสดิ์ อายุ 43 ปี โดยพลายแสนดีมีอาการดีขึ้นตามลำดับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เนื่องจากอากาศร้อน และมีการฉีดยาบำรุงร่างกายพร้อมกับให้วิตามินไปก่อนหน้านี้

ส่วนช้างเชือกที่สามและสี่คือ พังกอบแก้ว อายุ 60 ปี น้ำหนัก 3.2 ตัน และพังเพชร อายุ 38 ปี น้ำหนัก 2.5 ตัน เป็นของนายเพิ่ม เพ็งผอม อายุ 73 ปี สำหรับพังกอบแก้วนั้นได้หยุดลากชักลากไม้มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว เนื่องจากที่บริเวณเท้าหน้าด้านซ้าย ถูกไม้แทงจนบวมและเริ่มเป็นหนอง ทำให้ไม่สามารถเดินไปมาได้สะดวกนัก นายปองพลจึงฉีดยาแก้อักเสบให้ 1 เข็ม พร้อมกับยาทำแผล และสั่งพักงานพังกอบแก้วเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อให้แผลหายสนิท ส่วนพังเพชร หลังจากที่เกิดอาการขาหลังสองข้างบวมเป็นแผลเนื่องจากชักลากไม้ ก็มีอาการดีขึ้น หลังจากพักงานมาเป็นเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ ช้างเชือกสุดท้ายที่ทีมสัตวแพทย์ไปดูอาการที่บริเวณน้ำตกโตนคลาน ในพื้นที่อ.ห้วยยอด ก็คือ พลายงาดี อายุ 46 ปี น้ำหนัก 3.5 ตัน ซึ่งเป็นของนายวินัย ราชแสง อายุ 44 ปี พบว่าในขณะนี้พลายงาดีมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่กินอาหาร มีอาการตัวบวม ขาไม่มีแรง โดยทางสัตวแพทย์ได้ให้ยาบำรุงแก่พลายงาดีเพิ่มเติม

นายสัตวแพทย์ร.พ.ช้างลำปาง กล่าวว่า ช้างที่อยู่ในภาคใต้ เป็นช้างที่ต้องใช้แรงงานในการลากไม้ช่วงหน้าแล้ง ควาญช้างก็ควรจะดูแลช้างเป็นพิเศษ และลดงานลากไม้ให้น้อยลง เพื่อให้ช้างได้พักผ่อนบ้าง ที่สำคัญควาญช้างต้องเข้าใจ และรู้นิสัยช้างที่ตนเลี้ยงว่าเป็นอย่างไร ในช่วงหน้าแล้งก็ไม่ควรให้ช้างขาดน้ำ เพราะอาจจะทำให้ช้างป่วย หรือเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่าย

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผู้ว่าฯพิษณุโลกลงพื้นที่ บุกจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า


วันที่ 01 กรกฎาคม 2553 ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกลงพื้นที่ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย หลังได้รับรายงานจากชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าของอำเภอนครไทยและอำเภอชาติตระการ บุกจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าได้พร้อมของกลางเป็นไม้มะค่าโมง อายุกว่า 100 ปี

เช้าวันนี้ ( 1 ก.ค. 53 ) นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขากระยาง ม.26 บ้านโป่งดินดำ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลกหลังได้รับรายงานจากชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าของอำเภอนครไทยและอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ว่าได้นำเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าได้พร้อมของกลางเป็นไม้มะค่าโมง อายุ 100 ปี ที่ถูกตัดทอนเป็นท่อน ๆ ความยาวท่อนละประมาณ 3 เมตร จำนวน 4 ท่อน เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เมตร พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน

ในที่เกิดเหตุพบ ล่องลอยการโค่นต้นมะค่าโมงอยู่บริเวณเชิงเขา อยู่ห่างจากกองไม้ประมาณ 30 เมตร เป็นตอไม้มะค่าโมง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร คาดว่าอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี และพบรถยนต์ของกลาง 2 คัน เป็นรถชักลากไม้ยี่ห้ออีซูซุ สีส้ม ทะเบียน 80-2950 พิษณุโลก และรถยนต์ชักลากไม้ อีซูซุ สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเทียน นอกจากนี้ ยังพบรถตราโล่ ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน ชผ 4112 ของสภ.นครไทย จอดอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย พบเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย คือพ.ต.ท.วิชาญ ( ภพณครินทร์ ชื่อใหม่ ) ปานทอง รองผกก( ปป.).สภ.นครไทย ภ.จว.พิษณุโลก ที่มาพร้อมกับดต.พร ก๊กพงษ์ ตำรวจสภ.นครไทย บริเวณกระบะรถตราโล่พบเลื่อยยนต์ยี่ห้อสติน 1 ตัว เครื่องเจียร์ไฟฟ้าดัดแปลงเป็นเลื่อยไฟฟ้าอีก 1 ชุด เครื่องปั่นไฟ 1 ชุด แกลลอนน้ำมัน

สำหรับผู้ต้องหาที่จับกุมได้ในที่เกิดเหตุ สามารถจับกุมได้ 4 คน ประกอบด้วย 1.นายทรัพย์ แสงสี อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 23 ม.3 ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 2.นายชม ขุนขำ อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 185 ม.3 ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 3.นายสมควร พิณเพชร อายุ 51 ปี ม.1 ต.นครไทย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 4.นายแฉล้ม ปั้นคุ้ย อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 208 ม.3 ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และหลบหนีการจับกุมไป 2 คน ทราบชื่อ นายประยูร อันทะปัญญา อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 331 ม.1 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และนายบุญชู จันทร์วิสุทธิ์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 128 ม.17 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

การจับกุมกระบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าครั้งนี้ ชุดเฉพาะกิจฯได้สืบทราบจากสายข่าวว่า มีนายทุนจากต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เข้ามาในพื้นที่ม.26 บ้านโป่งดินดำ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย และมาลักลอบตัดต้นมะค่าโมงยักษ์ ที่ต้นใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขากระยาง เวลาประมาณ 02.00น.ของวันที่ 1 กรกฏาคม 2553 นายบุญเลิศ แก้วสะแสน ปลัดอำเภอชาติตระการ นายสุธี ชำนาญกิจ ปลัดอำเภอชาติตระการ นำอส.มาซุ่มจับแก๊งค์มอดไม้ บริเวณแยกหนองน้ำปอ ม.1 ต.ท่าสะแก อ.ชาติตระการ พบว่า มีรถบรรทุก 6 ล้อ อีซูซุสีขาว ขับออกมาจากบ้านโป่งดินดำ ด้านหลังบรรทุกไม้มะค่าโมง 3 ท่อน ความยาวประมาณ 3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร จึงทำการจับกุม ได้ผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายชัยนิวัฒน์ จันทร์มีเทพ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 ม.11 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ( คนขับรถ ) และนายทองใหม่ อันทะปัญญา อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 331 ม.11 ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ทั้งสองรับว่า มาขนไม้ทะค่าโมง จากบ้านโป่งดินดำ เป็นไม้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง จะนำไปส่งที่ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

ต่อมาเวลา 03.00 น.วันเดียวกัน นายเบญจรงค์ บุศรา ปลัดอำเภอนครไทย นายปรีชา แพร่โกสุมปรีชา เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาณงาน ชุดเฉพาะกิจโครงการป้องกันรักษาป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อย นำอส.และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และฝ่ายทหาร และฝ่ายความมั่นคง เดินป่าเข้ามายังจุดลักลอบตัดไม้ พบว่า คนงานตัดไม้ กำลังใช้รถลากไม้ดึงไม้มะค่าโมงที่ตัดเป็นท่อน ๆ จึงเข้าทำการตรวจค้นและจับกุม ได้ผู้ต้องหา 4 คน หลบหนีไป 2 คน และยังพบว่า จุดเกิดเหตุ มีรถตำรวจตราโลห์ จอดอยู่พร้อมเลื่อยยนต์ด้วย โดยพบพ.ต.ท.วิชาญ ปานทอง รองผกก.สภ.นครไทย และดต.พร ก๊กพงษ์ ตำรวจสภ.นครไทย ทั้งสองอ้างว่า เข้ามาจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ขณะที่แนวทางการสืบสวนชุดจับกุมนั้น เนื่องจากผู้ต้องหาที่ขนไม้ออกไป 2 คนแรกนั้น ให้การซัดทอดว่าไม้เป็นของนายตำรวจ จึงต้องดำเนินคดีกับตำรวจทั้งสองนายด้วย

นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว จึงต้องเดินทางมาในพื้นที่ด้วยตนเอง ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจออกตรวจตราและจับกุมขบวนการตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ได้ของกลางและอุปกรณ์การกระทำผิดด้วย การที่มีรถตราโล่ของตำรวจ และมีนายตำรวจระดับสูงของสภ.นครไทย อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมของกลางเลื่อยยนต์ด้วยนั้น ให้ดำเนินการไปตามกติกาของชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเข้มงวด ตนได้แจ้งให้ผบภ.จว.พิษณุโลกและผบช.ภ.6รับทราบแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินตรวจของกลาง และตอไม้ที่ถูกโค่นนั้น พ.ต.ท.วิชาญ ( ภพณครินทร์ ชื่อใหม่ ) ปานทอง รองผกก( ปป.).สภ.นครไทย ภ.จว.พิษณุโลกได้เดินติดตามผู้ว่าฯตลอด และรายงานผู้ว่าฯพิษณุโลกว่า ได้รับรายงานจากสายว่ามีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า จึงนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ และพบผู้ต้องหากับของกลาง จึงทำการควบคุม พร้อมของอุปกรณ์เลื่อยยนต์ไว้บนรถยนต์ตำรวจ และได้โทรศัพท์รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ระหว่างนั้นก็มีชุดเฉพาะกิจของป่าไม้เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งผู้ว่าฯพิษณุโลกได้บอกกับรองผกก.สภ.นครไทยว่า ให้ดำเนินไปตามกติกา