วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"ปะการังฟอกขาว" ที่สุดแห่งวิกฤตทะเลไทย

"ปะการัง" เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ใต้ทะเลตามซอกตามรูของหินปูนแต่ละก้อนที่สร้างขึ้นมา ภายในเนื้อเยื่อของปะการังก็จะมีสาหร่ายเซลล์เดียวชน ิดหนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้จะเป็นวัตถุที่ช่วยสร้างสีสันให้ก ับปะการังนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการสังเคราะห์แสงให้พลังงานแก่ปะการัง อีกด้วย

แต่จากกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยผลสำรวจสถานการณ์ปะการังฟอกขาว ระบุข้อมูลที่น่าตกใจว่า งานวิจัยเกี่ยวกับปะการังฟอกขาวที่ทำกันมาอย่างต่อเน ื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 พบว่าสภาวะของปะการังฟอกขาวในปี 2553 นี้ เป็นการฟอกขาวที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่งสำหรับท้องทะเลไทย


*ปะการังฟอกขาว ระบาดน่านน้ำไทย

ในปี 2553 นี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.)ได้สำรวจสภาวะการฟ อกขาวของปะการังในน่านน้ำไทย ผลปรากฏว่า พบปะการังฟอกขาวที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ (อุณภูมิปกติประมาณ 28-29 องศาเซลเซียส) พบว่าอุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา และอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นถึง 31 องศา เมื่อต้นเดือนเมษายน (อุณหภูมิที่อาจถือว่าเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการฟอกขา วคือที่ 30.1 องศาเซลเซียส

หากปะการังอยู่ในสภาพที่อุณหภูมิสูงกว่า 30.1 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ จะทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวขึ้น) ซึ่งเริ่มเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน นอกจากในประเทศไทยแล้ว ยังมีการฟอกขาวของปะการังทั่วภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ แถบตอนใต้ของอินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟ ซีเชลส์ พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย


ปะการังสมองกำลังฟอกขาว

จากการสำรวจข้อมูลในประเทศไทย พบว่าแนวปะการังทุกจังหวัดทางฝั่งอันดามัน เกิดการฟอกขาวมากกว่า 70 % ของปะการังมีชีวิตที่มีอยู่ และหลังจาก 1 เดือน ปะการังที่ฟอกขาวเริ่มตาย 5 – 40 เปอร์เซ็นต์ขึ้นกับสถานที่ สำหรับฝั่งอ่าวไทย พบการฟอกขาวรุนแรงเช่นเดียวกับฝั่งอันดามัน โดยบริเวณกลุ่มเกาะตอนบนของจังหวัดชลบุรี (เกาะสีชัง เกาะนก เกาะสาก เกาะครก เกาะจุ่น) พบการฟอกขาวช้ากว่าจุดอื่นๆ

สำหรับในพื้นที่อื่น อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน สำรวจ 8 สถานี พบมีการฟอกขาวบริเวณอ่าวนำชัย ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ สำรวจ 10 สถานี พบฟอกขาวทั้งเกาะสุรินทร์เหนือและใต้ 30 - 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นอกเขตอุทยานแห่งชาติ พบการฟอกขาวบริเวณแหล่งดำน้ำ จ.พังงาและภูเก็ต ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทะเลอ่าวไทย สำรวจที่เกาะช้าง จ.ตราด เกาะเสม็ด จ.ระยอง ทะเลขนอม จ.นครศรีธรรมชาติ พบการฟอกขาวไม่รุนแรง แต่อุทยานแห่งชาติทางทะเล จ.ชุมพร พบว่ามีการฟอกขาวประมาณ 70 - 80 เปอร์เซ็นต์

สำหรับอุทยานแห่งชาติในฝั่งอันดามันมีการปิดฤดูกาลท่ องเที่ยวไปแล้ว แต่ในฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเสม็ด เขาแหลมหญ้า จ.ระยอง และหมู่เกาะช้าง จ.ตราด ที่ยังคงมีการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งการท่องเที่ยวจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาปะการ ังฟอกขาวได้


*เอลนีโญ ตัวต้นเหตุ

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. กล่าวว่า กรณีปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นในทะเลอ่าวไทยและอันดาม ันขณะนี้ เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าดีว่าการเกิดปร ากฏการณ์เอลนีโญในช่วงหลังมานี้มีความสัมพันธ์กับภาว ะโลกร้อนอย่าง ชัดเจน

อีกทั้งยังมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น โดยที่ผ่านมาในประเทศไทยได้มีการศึกษาปะการังมากว่า 60-70 ปีแล้ว พบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ. 2541 และปีนี้ พ.ศ. 2553 จะเห็นได้ว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อนอาจจะมีปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นบ้างแต่ไม่รุนแรง ทว่าขณะนี้ปรากฏการณ์ที่รุนแรงเกิดถี่มากขึ้น

"ครั้งนี้เป็นครั้งที่โดนในพื้นที่กว้างที่สุด ความรุนแรงก็ไม่เท่ากันแล้วแต่พื้นที่ ถ้าย้อนอดีตทั้งหมดตั้งแต่เราเริ่มทำงานด้านปะการังม าจนถึงตอนนี้ ก่อนหน้าปี 2535 เราแทบไม่เจอปะการังฟอกขาวเลยเจอก็น้อยมาก แต่พอหลังปี 2535 เราเริ่มเจอปะการังฟอกขาวรุนแรงขึ้นและก็ถี่ขึ้น ซึ่งภาวะนี้มันเกี่ยวข้องโดนตรงกับเอลนีโญ"ผศ.ดร.ธรณ ์ กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งยังกล่าวต่ออีกว่า การเกิดปะการังฟอกขาวเป็นเครื่องบ่งบอกว่าภาวะโลกร้อ นเริ่มมีผลรุนแรงต่อธรรมชาติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันรุนแรงมากในกรณีของปะการังฟอกข าว ผลที่เกิดขึ้นคือปะการังตาย ผลกระทบก็จะต่อเนื่องไปถึงจำนวนปลา เรื่องของการประมง เรื่องของการท่องเที่ยว หรือเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งด้วย

เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายที่สุ ดในทะเล พอแนวปะการังสูญเสียไป ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตก็ลดลง เรื่องของแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่หากินก็ลดล ง สัตว์น้ำตัวใหญ่อย่าง ปลาเก๋า กุ้งมังกร อาจจะสูญหายไปจากหลายพื้นที่

"การท่องเที่ยวกระทบแน่นอน ไม่มีปะการังแล้วจะไปดำน้ำดูอะไร ปะการังฟอกขาวใช่ว่าจะไม่ตาย พอมันขาวหมดแล้วประมาณสัก 3-6 เดือน ปะการังที่เห็นเป็นโครงขาวๆก็จะป่นพินาศหายไปหมด เสร็จแล้วจะมีสาหร่ายมาขึ้นแทน ก็กลายเป็นแนวหินโสโครก ซึ่งไม่มีใครดำน้ำดูแนวหินโสโครก ตอนแรกที่นักท่องเที่ยวเห็นปะการังฟอกขาวก็จะตื่นเต้ น โอว...ปะการังสีเขียว สีทองเรืองแสง แต่ 3 เดือนจากนี้โครงปะการังจะหักหมด แล้วสาหร่ายจะขึ้นคลุม อาจจะเป็นอีก10 ปีแนวปะการังแถบนั้นจะไม่กลับมาเลย สิ้นสภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปเลย 10-20 ปี" ผศ.ดร.ธรณ์ แสดงความวิตกต่อปัญหานี้


หรือสีสันแห่งท้องทะเลจะหายไป

ทางด้าน ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง หัวหน้าหน่วยวิจัยปะการังและสัตว์พื้นทะเล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (มอ.) กล่าวถึงกรณีเช่นกันว่า ปีนี้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าทุกปี แดดแรงกว่าทุกปี ครั้งนี้ถือว่าเป็นการฟอกขาวครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าท ี่เราเคยมีมา

เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ ของโลกกระแสน้ำในมหาสมุทรจะมีการเปลี่ยนทิศทาง กระแสน้ำจะไหลไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับลมภูมิอากาศขอ งโลก ลมไปทางไหนจะแรงหรือไม่แรง ปะการังฟอกขาวเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอันหนึ่งจากการท ี่สภาพภูมิอากาศของโลกมันเปลี่ยน อย่างเกาะเต่า เกาะอาดังราวี สถานการณ์ปะการังฟอกขาวปีนี้แย่กว่าปีที่มีสึนามึ ตอนสึนามิแค่ปะการังหักพังฟื้นตัวไม่ยาก แต่ปีนี้ปะการังฟอกขาวไม่แน่ว่าอาจจะมีบางส่วนตายด้ว ยซ้ำ

"ปกติถ้าฟอกขาวตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ ปะการังแค่เหวี่ยงสาหร่ายออกไปจากตัวมันเมื่ออุณหภูม ิสูงมากๆ เอาสาหร่ายที่ทำให้ปะการังมีสีสันออกมา ตัวมันเลยเห็นเป็นเนื้อเยื่อใสๆสีขาว คลุมก้อนหินปูนอยู่คล้ายวุ้น เราเลยเห็นใสเป็นสีขาวไปทั่วบริเวณที่มีปะการังฟอกขา ว มันยังไม่ตาย ถ้าเกิดสภาพแวดล้อมเหมาะสมไม่มีมลภาวะอะไรต่างๆซ้ำเต ิมมันก็จะสามารถกลับคืนมาได้

ขณะนี้เราก็ทำได้ในเรื่องของการฟื้นตัว เราก็เก็บข้อมูลเบื้องต้นไปก่อนว่ามีที่ไหนบ้างที่ฟอ กขาว เดือนหน้าเราจะกลับไปติดตามใหม่อีกครั้ง ไปดูว่าฟอกขาวแล้วมันกลับคืนมาไหม หรือว่าตาย ตอนนั้นเราถึงจะประเมินได้เต็มที่ว่ามันจะเสียหายมาก น้อยแค่ไหน"ดร.ศักดิ์ อนันต์ กล่าว

ทั้งนี้ ดร.ศักดิ์อนันต์ ยังได้กล่าวถึง การติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกาะเต่า พื้นที่ซึ่งศึกษาผลกระทบมากว่าสองปีว่า สองปีที่ผ่านมา เราวิจัยพบว่ามีปะการังหลายๆจุด ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว หลายๆจุดไม่มีทุ่นจอดเรือที่เหมาะสม ก็ยังคงพบเห็นการทิ้งสมอเรือในแนวปะการังอยู่ หลายที่ยังพบนักท่องเที่ยวที่ไปดำน้ำตื้นหยียดปะการั ง โดยยังไม่มีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม

"จากการศึกษาเรื่องปะการังฟอกขาว มันก็ขึ้นอยู่กับปะการังด้วยว่าเป็นปะการังชนิดไหน ถ้าเป็นปะการังเขากวาง พวกกิ่งก้านทั้งหลายมีแนวโน้มเกิน 50 เปอร์เซนต์ที่มีโอกาสตายสูง เนื่องจากเขากวางเป็นปะการังที่เปราะบางมาก อย่างกลุ่มปะการังก้อน ปะการังสมอง ตอนที่เราเจอเมื่อปี 2541 ปะการังก็กลับคืนมาโดยเฉพาะปะการังก้อนฟื้นคืนมาเกือ บทั้งหมด ตอนนี้สภาพของปะการังฟอกขาว ทำให้คนที่เข้าไปเที่ยวต้องระวัง ไม่สร้างความกระทบเพิ่มเติมแก่ปะการัง เพื่อที่มันจะได้มีโอกาสฟื้นตัวสูง" ดร.ศักดิ์อนันต์กล่าว


*จุดวิกฤต

เมื่อพูดถึงจุดวิกฤตที่ต้องระมัดระมัดเป็นพิเศษ ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่าจุดวิกกฤตที่น่าเป็นห่วงคือ ที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากทางอื่นอยู่ด้วย เช่น แนวปะการังที่เกาะช้าง เกาะสมุย ซึ่งเป็นเกาะที่มีการพัฒนาค่อนข้างเยอะและรุนแรง มีการตัดถนน ทำรีสอร์ท ทำให้ตะกอนลงทะเล การขยายตัวของนักท่องเที่ยวทำให้เกิดการควบคุมที่ไม่ ดี สองแห่งนี้น่าเป็นห่วงที่สุด

"อย่างเกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน ผมเชื่อว่าหลังจากปรากฏการณ์นี้ไปธรรมชาติสามารถฟื้น ฟูตัวเองได้ ปะการังฟอกขาวอยู่มาเป็นล้านปี ถ้าฟื้นฟูไม่ได้ก็ตายหมดแล้ว แต่ว่าปัจจุบันมันมีผลกระทบของมนุษย์เข้าไปซ้ำเติมต่ อการฟื้นตัว เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่มีผลกระทบเยอะๆอย่างเกาะสมุย เกาะช้าง ในอดีตเราเรียนรู้มาตั้งแต่ปี 2541 แล้วว่ามันไม่ฟื้น แล้วมาโดนหนนี้ซ้ำ ไอ้ที่มันพอเหลืออยู่บ้าง ก็จะยิ่งไม่ฟื้นหนัก" ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวด้วยความเป็นห่วง

ด้านความคิดของดร.ศักดิ์อนันต์ มองว่า จุดที่น่าเป็นห่วง คือ ทะเลฝั่งอ่าวไทย เพราะทางอันดามันลมฝนเริ่มมา คาดว่าน่าฟื้นตัวได้เร็ว การป้องกันที่ดีที่สุด ขณะนี้ต้องไม่สร้างผลกระทบเพิ่มขึ้น พร้อมแนะนำว่าฝั่งอ่าวไทยที่ยังคงเปิดให้นักท่องเที่ ยวเข้าได้นั้นไม่ควรก่อให้เกิดปัญหามลพิษเพิ่มมากขึ้ น ไม่ไปเหยียบปะการังที่กำลังฟอกขาวอยู่

"สิ่งที่อยากเตือนนักท่องเที่ยว ก็คือเรื่องการเหยียบปะการัง การให้อาหาปลา การทิ้งอาหารเหลือลงทะเลเป็นสิ่งที่สร้างแบคทีเรียเพ ิ่มมากขึ้น พอแบคทีเรียมาก ธาตุอาหารมาก มันก็มีพวกแพลนตอนพืช สาหร่าย ยึดครองพื้นที่ทำให้กระทบต่อปะการังอีก" ดร.ศักดิ์อนันต์กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ อนุรักษ์หาดทรายให้ขาวสะอาด

1.ชื่อแผนงาน/โครงการอนุรักษ์หาดทรายให้ขาวสะอาด
- สถานที่ดำเนินการหาดปึกเตียน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
- หน่วยงาน/องค์กรที่รับผิดชอบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/10จำนวน18คน
2. หลักการและเหตุผล

สภาพปัญหาของหาดทรายที่สกปรกเต็มไปด้วยขยะที่เกลือนกาดและทำให้หาดทรายมีจำนวนคนนักท่องเที่ยวที่ไปท่องเที่ยวนั้นลดลงไม่มีรายได้เข้าไปปรับปรุงสถานที่ พวกเราจึงเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวเราจึงจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและปรับปรุงหาดทรายปึกเตียนให้กลับมาน่าท่องเที่ยวเช่นเดิม
3. วัตถุประสงค์โครงการ

อยากให้หาดปึกเตียนมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นและจะได้เป็นแหล่งดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นทำให้ประเทศของเรามีรายได้ในด้านต่างๆเช่นด้านเศรษฐกิจ ด้านคมนาคมเป็นต้นการที่เศรษฐกิจของเราพัฒนาก็จะส่งผลดีให้แก่พวกเรา
4. เป้าหมายโครงการ

( - ) สาเหตุของปัญหา หาดทรายสกปรกเต็มไปด้วยขยะไม่น่าไปท่องเที่ยวหรืออยู่อาศัย เป้าหมาย (+ )ต้องการพัฒนาให้หาดทรายนั้นดีขึ้นมากกว่าเดิมเช่นด้านการท่องเที่ยวเป็นต้น
5. วิธีดำเนินการ
1.จัดตั้งโครงการ
2.หาผู้เข้าร่วมโครงการ
3.ทำความเข้าใจกับเพื่อนร่วมโครงการ
4.ติดต่อสถานที่
5.กำหนดเวลา
6.ร่างโครงการส่งผู้อนุมัติ
7.ดำเนินโครงการ
8.สรุปโครงการส่งอาจารย์ วันที่6สิงหาคมพ.ศ.2554 เป็นเวลา1วัน
7. ทรัพยากรที่ใช้
7.1 ค่าอาหารคนละ50บาท
7.2 ค่ารถไม่เสียค่าใช้จ่าย
7.3 จำนวนคนที่ร่วมโครงการ18คน
8. สถานที่ดำเนินการ

หาดปึกเตียน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
9. ผู้รับผิดชอบ

นางสาวจุฑารัตน์ อิ่มเจริญ ผู้เขียนโครงการ และสมาชิกอีก18คน
10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ/ผลข้างเคียง
10.1 ทางบวกจะได้มีคนไปเที่ยวทะเลเพิ่มมากขึ้นทำรายได้ให้กับหาดปึกเตียนสูงขึ้นด้วย
10.2 ทางลบ เกิดการไม่สามัคคีกันในหมู่คณะ
11. การควบคุม/ติดตาม/ประเมินผล(ตัวชี้วัด)


ติดตามดูจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวหาดปึกเตียนว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือไม่
12. ผู้เสนอโครงการ นางสาวจุฑารัตน์ อิ่มเจริญ


สรุปโครงการที่ทำ รู้ถึงความสามัคคีในหมู่คณะและโครงการที่ทำมีภาพและวีดีโอมาให้ดูกันสื่อถึงความสามัคคีของพวกเราชาวห้อง10







ดูกันเพลิน ส่วนนี้รูปก็สมาชิกในกลุ่ม





เก็บกันสนกๆๆๆ






ดำกันหมด
กะว่าจะไม่มองมองจนได้

อันนี้คนละกลุ่ม




นี้ก็รูปร่วมค่ะ


จะถ่ายสักหน่อยไรติดก็ไม่รู้





ดำๆๆๆๆๆ




ผู้เข้าร่วมโครงการ



วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จนท.ป่าไม้สกัดนักข่าวทำข่าวตรวจรุกป่าวังน้ำเขียว





เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สกัดนักข่าวกรณีรองอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้รับผิดชอบปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่วังน้ำเขียว หลังอธิบดีกรมป่าไม้สั่งเช็คบิลนายทุนรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ อ้างรองอธิบดีฯไม่ขอให้สัมภาษณ์พร้อมระบุหากนักข่าวยังอยู่จะไม่ยอมลงพื้นที่

(13 ก.ค.54) ที่หน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา ที่ 4 (ภูหลวง) ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) และเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา ที่ 4 ประมาณ 50 คน ได้เดินทางไปรอรับคณะของนายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมป่าไม้

ที่มีกำหนดการจะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีบรรดาผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปรอทำข่าวและขอสัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดการปัญหากรณีที่ทางอธิบดีกรมป่าไม้ ได้มอบหมายให้นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นผู้รับผิดชอบในปฏิบัติการตรวจพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว

หลังจากที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่ามีกลุ่มนายทุนไปบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสร้างเป็นรีสอร์ทที่พัก และให้นายเริงชัยฯ ดำเนินการรวบรวมข้อมูล ภาพถ่ายและหลักฐานต่างๆในพื้นที่มาสรุปและร่วมวางแผนการดำเนินการจัดระเบียบในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวภายใน 15 วัน

เจ้าหน้าที่นายหนึ่ง ระบุว่า รองอธิบดีกรมป่าไม้ มีกำหนดเดินทางมาตรวจเยี่ยมที่หน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา ที่ 4 ในเวลา 11.00 น. แต่ได้เลื่อนไปกระทันหันเป็นเวลา 15.00 น.

กระทั่งเวลา 15.00 น.ได้มีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งแจ้งผู้สื่อข่าวว่า รองอธิบดีได้ติดต่อมาว่าไม่ต้องการที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆในช่วงนี้ เพราะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมีอธิบดีกรมป่าไม้เพียงคนเดียวที่จะให้ข้อมูลได้ จึงขอให้ผู้สื่อข่าวกลับออกไป เนื่องจากหากผู้สื่อข่าวยืนยันว่าจะรอคอยดักสัมภาษณ์รองอธิบดีกรมป่าไม้ ตัวของรองอธิบดีกรมป่าไม้เองก็จะไม่ขอเข้ามาในพื้นที่ แต่ผู้สื่อข่าวยืนยันที่จะขอรอฟังคำปฏิเสธจากปากของรองอธิบดีเอง

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียวที่มีกระแสข่าวว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาตินั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบมีอยู่ 3 หน่วยงานหลัก คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งดูแลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีอาณาเขตติดกันอยู่ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ส่วนกรมป่าไม้ ดูแลในพื้นที่อนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ
ส่วนสำนักงานปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.ดูแลในพื้นที่ป่าสงวนที่เสื่อมโทรมและถูกโอนถ่ายให้ทาง ส.ป.ก.ดูแล

และในขณะนี้การดำเนินการตรวจสอบของทุกหน่วยงานกำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจและจำแนกว่า พื้นที่ที่มีการบุกรุกอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด เพื่อที่จะให้หน่วยงานนั้นๆเป็นผู้ดำเนินการแก้ไข ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก็จะมีการประสานงานร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงาน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์วังน้ำเขียวในการแก้ไขปัญหาและสร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาร่วมกันอีกครั้ง โดยอาจจะมีกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นผู้เปิดประเด็นในเรื่องนี้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งหากยุทธศาสตร์เรื่องนี้ชัดเจนแล้วก็จะแถลงประชาสัมพันธ์ต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว แบ่งการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 83 หมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 1,230 ตารางกิโลเมตร โดยแยกเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประมาณ 15 % พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประมาณ 10 % พื้นที่เขตอนุรักษ์ประมาณ 20 % ส่วนที่เหลืออีก 55 % เป็นที่ดินที่ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ( สปก.) และพื้นที่ที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ( พบท.5 ) ทั้งหมด

ปัจจุบันพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม ที่มีระดับอากาศโอโซนบริสุทธิ์อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทย ปัจจุบันสถานที่พักในอำเภอวังน้ำเขียวมีมากกว่า 500 แห่ง สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละประมาณ 25,000 คน ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 2 ตำบล คือ ตำบลวังน้ำเขียว และ ต.ไทยสามัคคี

เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามและมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจำนวนมาก โดยในช่วงฤดูหนาวจะถูกนักท่องเที่ยวจองสถานที่พักเต็มยาวไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาท